ค่า SEER คืออะไร? วิธีดูประสิทธิภาพแอร์ เลือกรุ่นไหนประหยัดไฟกว่ากัน

แอร์ขนาดเท่ากันกินไฟไม่เท่ากัน ค่า SEER บนฉลากเบอร์ 5 บอกว่าต่างกันแค่ไหน บทความนี้อธิบาย SEER, CSPF, จำนวนดาวบนฉลาก และวิธีคิดค่าไฟกับระยะคืนทุนจากตัวเลขบนฉลาก

1. แอร์ขนาดเท่ากัน ทำไมค่าไฟไม่เท่ากัน

แอร์ 12,000 BTU สองรุ่นทำความเย็นได้เท่ากัน แต่ค่าไฟต่อปีบนฉลากอาจต่างกันหลายพันบาท สาเหตุคือ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของแต่ละรุ่นไม่เท่ากัน ขึ้นกับคอมเพรสเซอร์ ระบบควบคุม และการออกแบบเครื่อง

ถ้าอยากซื้อแอร์ที่ประหยัดไฟ จึงไม่ควรดูแค่ราคาเครื่องหรือขนาด BTU แต่ต้องเทียบค่าประสิทธิภาพและค่าไฟต่อปีของแต่ละรุ่นด้วย

2. SEER คืออะไร

SEER ย่อมาจาก Seasonal Energy Efficiency Ratio คือค่าประสิทธิภาพตามฤดูกาล บอกว่าแอร์ทำความเย็นได้กี่บีทียูต่อชั่วโมง ต่อไฟฟ้าที่ใช้ 1 วัตต์ ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ของแอร์ในไทยแสดงค่านี้ในหน่วย บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์ และ กฟผ. สรุปไว้สั้น ๆ ว่า "ค่ายิ่งสูง ยิ่งประหยัดไฟ"

ตัวอย่าง แอร์อินเวอร์เตอร์ 12,000 BTU สองรุ่น

รายการ รุ่น A รุ่น B
ขนาดทำความเย็น 12,000 BTU/h 12,000 BTU/h
ค่า SEER 18 24
ระดับบนฉลาก (เกณฑ์อินเวอร์เตอร์ ไม่เกิน 27,296 BTU/h) เบอร์ 5 เบอร์ 5 ★★★★

รุ่น B มีค่า SEER สูงกว่า จึงใช้ไฟน้อยกว่าเมื่อให้ความเย็นเท่ากัน แต่ค่า SEER ไม่ได้บอกค่าไฟจริงของทุกบ้าน เพราะอุณหภูมิที่ตั้ง ชั่วโมงใช้งาน และสภาพห้องก็มีผล

3. SEER สูงกว่า ประหยัดไฟได้เท่าไร

กฟผ. คิดค่าไฟต่อปีบนฉลากแอร์จากสูตรนี้

ลองคิดกับสองรุ่นข้างบน

รายการ รุ่น A (SEER 18) รุ่น B (SEER 24)
กำลังไฟฟ้า 12,000 ÷ 18,000 ≈ 0.667 kW 12,000 ÷ 24,000 = 0.500 kW
ไฟที่ใช้ต่อปี ≈ 1,947 หน่วย 1,460 หน่วย
ค่าไฟต่อปีตามเกณฑ์ฉลาก ≈ 9,733 บาท 7,300 บาท

รุ่น B ใช้ไฟ 18 ÷ 24 = 75% ของรุ่น A หรือ ลดลงประมาณ 25% ในตัวอย่างนี้คือราว 2,400 บาทต่อปี

ตัวเลขนี้เป็นการเทียบตามเกณฑ์ของฉลาก ไม่ใช่การรับประกันว่าบิลค่าไฟของคุณจะลดลง 25% เพราะบิลรวมเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นด้วย และการใช้งานจริงต่างจากเกณฑ์ทดสอบ

4. CSPF คืออะไร ต่างจาก SEER อย่างไร

CSPF ย่อมาจาก Cooling Seasonal Performance Factor เป็นค่าประสิทธิภาพตามฤดูกาลเช่นกัน ชื่อนี้ใช้ในมาตรฐานสากล ISO 16358 และมักแสดงเป็น วัตต์ต่อวัตต์ ขณะที่ฉลากไทยแสดง SEER เป็น บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์ ตัวเลขจึงดูต่างกันมาก เช่น 6 กับ 20

ฉลากไทยอ้างวิธีทดสอบตาม มอก. 2714 เล่ม 1–2558 ซึ่งเป็นวิธีทดสอบและคำนวณสมรรถนะในการทำความเย็นตามฤดูกาล ถ้าโบรชัวร์ระบุ CSPF และใช้วิธีทดสอบเดียวกัน แปลงหน่วยได้โดยคูณ 3.412 (1 วัตต์ ≈ 3.412 บีทียู/ชั่วโมง) แต่ถ้าไม่แน่ใจว่ามาตรฐานตรงกัน อย่านำตัวเลขมาเทียบกันตรง ๆ

วิธีที่ง่ายที่สุด: เทียบแอร์ที่ขายในไทยด้วยค่าบนฉลากเบอร์ 5 ของแต่ละรุ่น ซึ่งทดสอบด้วยมาตรฐานเดียวกันทุกรุ่น

5. ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 บอกอะไรเรา

ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ฉลากเบอร์ 5 ของแอร์มี 6 ระดับ ตั้งแต่ เบอร์ 5 ไปจนถึง เบอร์ 5 ★★★★★ ยิ่งดาวมาก ยิ่งประหยัดไฟ ฉลากยังบอกค่าไฟต่อปี ปริมาณการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และมี QR Code สำหรับดูข้อมูลเพิ่ม

สิ่งที่ควรดูบนฉลาก

ข้อควรระวังเรื่องดาว: เกณฑ์ดาวแยกตามชนิดและขนาดเครื่อง เช่น ในแอร์ขนาดไม่เกิน 27,296 BTU/h แอร์ความเร็วคงที่ (Fixed Speed) ได้ 5 ดาวเมื่อ SEER ตั้งแต่ 15.85 ขึ้นไป แต่แอร์อินเวอร์เตอร์ที่ได้เบอร์ 5 แบบไม่มีดาว มี SEER ตั้งแต่ 17.06 ขึ้นไป แปลว่า แอร์ธรรมดา 5 ดาวอาจกินไฟมากกว่าแอร์อินเวอร์เตอร์ที่ไม่มีดาว จึงควรเทียบด้วยค่า SEER หรือค่าไฟต่อปี ไม่ใช่จำนวนดาวอย่างเดียว

6. เทียบความคุ้มค่า: ราคาที่แพงกว่า คืนทุนเมื่อไร

ใช้ค่าไฟต่อปีจากข้อ 3 และสมมติราคาเครื่อง

รายการ รุ่น A รุ่น B
ราคาเครื่อง (สมมติ) 14,000 บาท 19,000 บาท
ค่าไฟต่อปีตามเกณฑ์ฉลาก ≈ 9,733 บาท 7,300 บาท
ส่วนต่างราคา — แพงกว่า 5,000 บาท
ประหยัดค่าไฟต่อปี — ≈ 2,433 บาท

ราคาเครื่องเป็นตัวเลขสมมติ ไม่ใช่ราคาสินค้าจริง

ระยะเวลาคืนทุน = ส่วนต่างราคา ÷ เงินที่ประหยัดได้ต่อปี = 5,000 ÷ 2,433 ≈ 2.1 ปี

ถ้าใช้ 10 ปีตามเกณฑ์เดิม รุ่น B ประหยัดค่าไฟรวมราว 24,000 บาท หักส่วนต่างราคา 5,000 บาท ยังเหลือราว 19,000 บาท แต่ถ้าคุณเปิดแอร์น้อยกว่าวันละ 8 ชั่วโมง เงินที่ประหยัดได้จะน้อยลงและคืนทุนช้าลงตามสัดส่วน

การคำนวณนี้ยังไม่รวมค่าติดตั้ง ค่าบำรุงรักษา และค่าไฟที่อาจเปลี่ยนในอนาคต ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการตัดสินใจ หน้าสินค้าของเราคำนวณต้นทุนรวมหลายปีให้เมื่อมีราคาจากร้านที่ตรวจแล้ว

7. คำนวณค่าไฟแอร์ตามการใช้งานของคุณ

สูตรทั่วไปคือ

ค่าไฟ = กำลังไฟฟ้าเฉลี่ย (kW) × ชั่วโมงใช้งานต่อวัน × จำนวนวัน × ค่าไฟต่อหน่วย

ตัวอย่างสมมติ แอร์ใช้กำลังไฟฟ้าเฉลี่ย 0.8 kW เปิดวันละ 8 ชั่วโมง 30 วัน ค่าไฟ 4.50 บาทต่อหน่วย

ข้อควรระวังคือ อย่าใช้กำลังไฟสูงสุดบนป้ายข้างเครื่องแทนกำลังไฟเฉลี่ย โดยเฉพาะแอร์อินเวอร์เตอร์ที่ปรับกำลังตามความร้อนของห้อง กำลังไฟเฉลี่ยตามเกณฑ์ฉลากคิดได้จาก ขนาด BTU ÷ ค่า SEER ซึ่งหน้าสินค้าแอร์ของเราคำนวณไว้ให้ในช่อง "กำลังไฟเฉลี่ย" ลองใส่ชั่วโมงใช้งานและค่าไฟของบ้านคุณได้ที่นี่

เปิดเครื่องคำนวณค่าไฟ

8. แอร์อินเวอร์เตอร์ประหยัดไฟกว่าแอร์ธรรมดาเสมอไหม

แอร์อินเวอร์เตอร์ปรับรอบคอมเพรสเซอร์ตามความต้องการความเย็น เมื่อห้องใกล้ถึงอุณหภูมิที่ตั้งก็ลดกำลังลง ส่วนแอร์ความเร็วคงที่ควบคุมอุณหภูมิด้วยการเปิดและหยุดคอมเพรสเซอร์เป็นช่วง ๆ

ตามเกณฑ์ฉลากปัจจุบัน แอร์อินเวอร์เตอร์ที่ได้เบอร์ 5 ต้องมี SEER สูงกว่าแอร์ธรรมดาที่ได้ 5 ดาว ในขนาดเดียวกัน แต่อินเวอร์เตอร์แต่ละรุ่นก็ประหยัดไม่เท่ากัน ยังควรเทียบค่า SEER ค่าไฟต่อปี และราคาเครื่องประกอบกัน

ดูอันดับค่าไฟของแอร์ในขนาดใกล้เคียงกันได้ที่หน้าจัดอันดับ ซึ่งเรียงตามค่าไฟต่อปีบนฉลาก และกรองตามระบบได้

9. เช็กลิสต์ก่อนเลือกแอร์ประหยัดไฟ

สรุป: ดูทั้งประสิทธิภาพและต้นทุนรวม

ค่า SEER บนฉลากเบอร์ 5 คือตัวเลขที่ใช้เทียบประสิทธิภาพแอร์ได้ตรงที่สุด ยิ่งสูงยิ่งประหยัดไฟ ส่วนค่าไฟต่อปีบนฉลากช่วยให้เห็นเป็นตัวเงิน จำนวนดาวใช้ดูคร่าว ๆ ได้ แต่เทียบข้ามชนิดเครื่องไม่ได้

แอร์ที่คุ้มที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นที่ SEER สูงที่สุด เลือกขนาดให้พอดีห้องก่อน แล้วเทียบ SEER ค่าไฟต่อปี และราคาเครื่อง ตามชั่วโมงใช้งานจริงของคุณ

คำถามที่พบบ่อย

ค่า SEER เท่าไรถึงเรียกว่าประหยัดไฟ

ขึ้นกับชนิดและขนาดเครื่อง ตามเกณฑ์ฉลากปี 2567 แอร์อินเวอร์เตอร์ขนาดไม่เกิน 27,296 บีทียู/ชั่วโมง ได้เบอร์ 5 เมื่อ SEER ตั้งแต่ 17.06 และได้ 5 ดาวเมื่อตั้งแต่ 24.56 ขึ้นไป

แอร์ 5 ดาวประหยัดไฟกว่าแอร์ 3 ดาวเสมอไหม

เฉพาะเมื่อเป็นชนิดและขนาดเดียวกัน เกณฑ์ดาวของแอร์ความเร็วคงที่ต่ำกว่าของแอร์อินเวอร์เตอร์ จึงควรเทียบค่า SEER หรือค่าไฟต่อปีบนฉลากแทน

ค่าไฟต่อปีบนฉลากแอร์คิดอย่างไร

กฟผ. คิดจากกำลังไฟฟ้า = ขนาด BTU ÷ (SEER × 1,000) กิโลวัตต์ ใช้งานวันละ 8 ชั่วโมงตลอดปี (2,920 ชั่วโมง) และค่าไฟ 5.00 บาทต่อหน่วย

CSPF กับ SEER ใช้แทนกันได้ไหม

แนวคิดเดียวกันคือประสิทธิภาพตามฤดูกาล แต่หน่วยมักต่างกัน CSPF มักเป็นวัตต์ต่อวัตต์ ส่วน SEER บนฉลากไทยเป็นบีทียู/ชั่วโมง/วัตต์ ถ้าใช้วิธีทดสอบเดียวกันแปลงได้โดยคูณ 3.412

แหล่งข้อมูล