ค่า SEER คืออะไร? วิธีดูประสิทธิภาพแอร์ เลือกรุ่นไหนประหยัดไฟกว่ากัน
แอร์ขนาดเท่ากันกินไฟไม่เท่ากัน ค่า SEER บนฉลากเบอร์ 5 บอกว่าต่างกันแค่ไหน บทความนี้อธิบาย SEER, CSPF, จำนวนดาวบนฉลาก และวิธีคิดค่าไฟกับระยะคืนทุนจากตัวเลขบนฉลาก
- SEER บนฉลากเบอร์ 5 มีหน่วยบีทียู/ชั่วโมง/วัตต์ ยิ่งสูงยิ่งประหยัดไฟ
- SEER 24 เทียบกับ 18 ในแอร์ขนาดเท่ากัน ใช้ไฟน้อยลงราว 25% ตามเกณฑ์ฉลาก
- ดาวบนฉลากแยกเกณฑ์ตามชนิดเครื่อง แอร์ธรรมดา 5 ดาวอาจกินไฟมากกว่าอินเวอร์เตอร์ที่ไม่มีดาว
- CSPF มักแสดงเป็นวัตต์ต่อวัตต์ อย่าเทียบตรง ๆ กับ SEER ที่เป็นบีทียู/ชั่วโมง/วัตต์
- ค่าไฟต่อปีบนฉลากคิดจากวันละ 8 ชั่วโมง ค่าไฟ 5 บาทต่อหน่วย ใช้เทียบระหว่างรุ่นได้
1. แอร์ขนาดเท่ากัน ทำไมค่าไฟไม่เท่ากัน
แอร์ 12,000 BTU สองรุ่นทำความเย็นได้เท่ากัน แต่ค่าไฟต่อปีบนฉลากอาจต่างกันหลายพันบาท สาเหตุคือ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของแต่ละรุ่นไม่เท่ากัน ขึ้นกับคอมเพรสเซอร์ ระบบควบคุม และการออกแบบเครื่อง
ถ้าอยากซื้อแอร์ที่ประหยัดไฟ จึงไม่ควรดูแค่ราคาเครื่องหรือขนาด BTU แต่ต้องเทียบค่าประสิทธิภาพและค่าไฟต่อปีของแต่ละรุ่นด้วย
2. SEER คืออะไร
SEER ย่อมาจาก Seasonal Energy Efficiency Ratio คือค่าประสิทธิภาพตามฤดูกาล บอกว่าแอร์ทำความเย็นได้กี่บีทียูต่อชั่วโมง ต่อไฟฟ้าที่ใช้ 1 วัตต์ ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ของแอร์ในไทยแสดงค่านี้ในหน่วย บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์ และ กฟผ. สรุปไว้สั้น ๆ ว่า "ค่ายิ่งสูง ยิ่งประหยัดไฟ"
ตัวอย่าง แอร์อินเวอร์เตอร์ 12,000 BTU สองรุ่น
| รายการ | รุ่น A | รุ่น B |
|---|---|---|
| ขนาดทำความเย็น | 12,000 BTU/h | 12,000 BTU/h |
| ค่า SEER | 18 | 24 |
| ระดับบนฉลาก (เกณฑ์อินเวอร์เตอร์ ไม่เกิน 27,296 BTU/h) | เบอร์ 5 | เบอร์ 5 ★★★★ |
รุ่น B มีค่า SEER สูงกว่า จึงใช้ไฟน้อยกว่าเมื่อให้ความเย็นเท่ากัน แต่ค่า SEER ไม่ได้บอกค่าไฟจริงของทุกบ้าน เพราะอุณหภูมิที่ตั้ง ชั่วโมงใช้งาน และสภาพห้องก็มีผล
3. SEER สูงกว่า ประหยัดไฟได้เท่าไร
กฟผ. คิดค่าไฟต่อปีบนฉลากแอร์จากสูตรนี้
- กำลังไฟฟ้า (กิโลวัตต์) = ขนาดทำความเย็น (บีทียู/ชั่วโมง) ÷ (ค่า SEER × 1,000)
- ชั่วโมงใช้งานต่อปี = 8 ชั่วโมงต่อวัน × 365 วัน = 2,920 ชั่วโมง
- ค่าไฟ = 5.00 บาทต่อหน่วย (สมมติฐานของ กฟผ. ณ ปี 2566)
ลองคิดกับสองรุ่นข้างบน
| รายการ | รุ่น A (SEER 18) | รุ่น B (SEER 24) |
|---|---|---|
| กำลังไฟฟ้า | 12,000 ÷ 18,000 ≈ 0.667 kW | 12,000 ÷ 24,000 = 0.500 kW |
| ไฟที่ใช้ต่อปี | ≈ 1,947 หน่วย | 1,460 หน่วย |
| ค่าไฟต่อปีตามเกณฑ์ฉลาก | ≈ 9,733 บาท | 7,300 บาท |
รุ่น B ใช้ไฟ 18 ÷ 24 = 75% ของรุ่น A หรือ ลดลงประมาณ 25% ในตัวอย่างนี้คือราว 2,400 บาทต่อปี
ตัวเลขนี้เป็นการเทียบตามเกณฑ์ของฉลาก ไม่ใช่การรับประกันว่าบิลค่าไฟของคุณจะลดลง 25% เพราะบิลรวมเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นด้วย และการใช้งานจริงต่างจากเกณฑ์ทดสอบ
4. CSPF คืออะไร ต่างจาก SEER อย่างไร
CSPF ย่อมาจาก Cooling Seasonal Performance Factor เป็นค่าประสิทธิภาพตามฤดูกาลเช่นกัน ชื่อนี้ใช้ในมาตรฐานสากล ISO 16358 และมักแสดงเป็น วัตต์ต่อวัตต์ ขณะที่ฉลากไทยแสดง SEER เป็น บีทียู/ชั่วโมง/วัตต์ ตัวเลขจึงดูต่างกันมาก เช่น 6 กับ 20
ฉลากไทยอ้างวิธีทดสอบตาม มอก. 2714 เล่ม 1–2558 ซึ่งเป็นวิธีทดสอบและคำนวณสมรรถนะในการทำความเย็นตามฤดูกาล ถ้าโบรชัวร์ระบุ CSPF และใช้วิธีทดสอบเดียวกัน แปลงหน่วยได้โดยคูณ 3.412 (1 วัตต์ ≈ 3.412 บีทียู/ชั่วโมง) แต่ถ้าไม่แน่ใจว่ามาตรฐานตรงกัน อย่านำตัวเลขมาเทียบกันตรง ๆ
วิธีที่ง่ายที่สุด: เทียบแอร์ที่ขายในไทยด้วยค่าบนฉลากเบอร์ 5 ของแต่ละรุ่น ซึ่งทดสอบด้วยมาตรฐานเดียวกันทุกรุ่น
5. ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 บอกอะไรเรา
ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ฉลากเบอร์ 5 ของแอร์มี 6 ระดับ ตั้งแต่ เบอร์ 5 ไปจนถึง เบอร์ 5 ★★★★★ ยิ่งดาวมาก ยิ่งประหยัดไฟ ฉลากยังบอกค่าไฟต่อปี ปริมาณการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และมี QR Code สำหรับดูข้อมูลเพิ่ม
สิ่งที่ควรดูบนฉลาก
- ค่าประสิทธิภาพ (SEER): ตัวเลขที่ใช้เทียบประสิทธิภาพได้ตรงที่สุด
- ค่าไฟต่อปี: คิดจากเกณฑ์เดียวกันทุกรุ่น จึงใช้เทียบต้นทุนการใช้งานได้
- จำนวนดาว: ใช้ดูคร่าว ๆ ได้ แต่มีข้อควรระวังด้านล่าง
- รุ่นและขนาด: ต้องตรงกับเครื่องที่กำลังจะซื้อ
ข้อควรระวังเรื่องดาว: เกณฑ์ดาวแยกตามชนิดและขนาดเครื่อง เช่น ในแอร์ขนาดไม่เกิน 27,296 BTU/h แอร์ความเร็วคงที่ (Fixed Speed) ได้ 5 ดาวเมื่อ SEER ตั้งแต่ 15.85 ขึ้นไป แต่แอร์อินเวอร์เตอร์ที่ได้เบอร์ 5 แบบไม่มีดาว มี SEER ตั้งแต่ 17.06 ขึ้นไป แปลว่า แอร์ธรรมดา 5 ดาวอาจกินไฟมากกว่าแอร์อินเวอร์เตอร์ที่ไม่มีดาว จึงควรเทียบด้วยค่า SEER หรือค่าไฟต่อปี ไม่ใช่จำนวนดาวอย่างเดียว
6. เทียบความคุ้มค่า: ราคาที่แพงกว่า คืนทุนเมื่อไร
ใช้ค่าไฟต่อปีจากข้อ 3 และสมมติราคาเครื่อง
| รายการ | รุ่น A | รุ่น B |
|---|---|---|
| ราคาเครื่อง (สมมติ) | 14,000 บาท | 19,000 บาท |
| ค่าไฟต่อปีตามเกณฑ์ฉลาก | ≈ 9,733 บาท | 7,300 บาท |
| ส่วนต่างราคา | — | แพงกว่า 5,000 บาท |
| ประหยัดค่าไฟต่อปี | — | ≈ 2,433 บาท |
ราคาเครื่องเป็นตัวเลขสมมติ ไม่ใช่ราคาสินค้าจริง
ระยะเวลาคืนทุน = ส่วนต่างราคา ÷ เงินที่ประหยัดได้ต่อปี = 5,000 ÷ 2,433 ≈ 2.1 ปี
ถ้าใช้ 10 ปีตามเกณฑ์เดิม รุ่น B ประหยัดค่าไฟรวมราว 24,000 บาท หักส่วนต่างราคา 5,000 บาท ยังเหลือราว 19,000 บาท แต่ถ้าคุณเปิดแอร์น้อยกว่าวันละ 8 ชั่วโมง เงินที่ประหยัดได้จะน้อยลงและคืนทุนช้าลงตามสัดส่วน
การคำนวณนี้ยังไม่รวมค่าติดตั้ง ค่าบำรุงรักษา และค่าไฟที่อาจเปลี่ยนในอนาคต ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการตัดสินใจ หน้าสินค้าของเราคำนวณต้นทุนรวมหลายปีให้เมื่อมีราคาจากร้านที่ตรวจแล้ว
7. คำนวณค่าไฟแอร์ตามการใช้งานของคุณ
สูตรทั่วไปคือ
ค่าไฟ = กำลังไฟฟ้าเฉลี่ย (kW) × ชั่วโมงใช้งานต่อวัน × จำนวนวัน × ค่าไฟต่อหน่วย
ตัวอย่างสมมติ แอร์ใช้กำลังไฟฟ้าเฉลี่ย 0.8 kW เปิดวันละ 8 ชั่วโมง 30 วัน ค่าไฟ 4.50 บาทต่อหน่วย
- ไฟที่ใช้ = 0.8 × 8 × 30 = 192 หน่วย
- ค่าไฟ ≈ 192 × 4.50 = 864 บาทต่อเดือน
ข้อควรระวังคือ อย่าใช้กำลังไฟสูงสุดบนป้ายข้างเครื่องแทนกำลังไฟเฉลี่ย โดยเฉพาะแอร์อินเวอร์เตอร์ที่ปรับกำลังตามความร้อนของห้อง กำลังไฟเฉลี่ยตามเกณฑ์ฉลากคิดได้จาก ขนาด BTU ÷ ค่า SEER ซึ่งหน้าสินค้าแอร์ของเราคำนวณไว้ให้ในช่อง "กำลังไฟเฉลี่ย" ลองใส่ชั่วโมงใช้งานและค่าไฟของบ้านคุณได้ที่นี่
8. แอร์อินเวอร์เตอร์ประหยัดไฟกว่าแอร์ธรรมดาเสมอไหม
แอร์อินเวอร์เตอร์ปรับรอบคอมเพรสเซอร์ตามความต้องการความเย็น เมื่อห้องใกล้ถึงอุณหภูมิที่ตั้งก็ลดกำลังลง ส่วนแอร์ความเร็วคงที่ควบคุมอุณหภูมิด้วยการเปิดและหยุดคอมเพรสเซอร์เป็นช่วง ๆ
ตามเกณฑ์ฉลากปัจจุบัน แอร์อินเวอร์เตอร์ที่ได้เบอร์ 5 ต้องมี SEER สูงกว่าแอร์ธรรมดาที่ได้ 5 ดาว ในขนาดเดียวกัน แต่อินเวอร์เตอร์แต่ละรุ่นก็ประหยัดไม่เท่ากัน ยังควรเทียบค่า SEER ค่าไฟต่อปี และราคาเครื่องประกอบกัน
ดูอันดับค่าไฟของแอร์ในขนาดใกล้เคียงกันได้ที่หน้าจัดอันดับ ซึ่งเรียงตามค่าไฟต่อปีบนฉลาก และกรองตามระบบได้
9. เช็กลิสต์ก่อนเลือกแอร์ประหยัดไฟ
- [ ] ขนาด BTU เหมาะกับห้อง (ดูวิธีเลือกขนาดแอร์ให้พอดีห้อง)
- [ ] เทียบค่า SEER บนฉลากเบอร์ 5 ของรุ่นที่สนใจ
- [ ] ไม่ตัดสินจากจำนวนดาวอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อเทียบแอร์ธรรมดากับอินเวอร์เตอร์
- [ ] เทียบค่าไฟต่อปีระหว่างรุ่นในขนาดเดียวกัน
- [ ] รวมราคาเครื่องและค่าติดตั้งแล้ว
- [ ] คำนวณเงินที่ประหยัดได้ต่อปีตามชั่วโมงใช้งานจริงของคุณ
- [ ] คำนวณระยะเวลาคืนทุนจากส่วนต่างราคา
- [ ] ตรวจเงื่อนไขการรับประกันและการบำรุงรักษา
สรุป: ดูทั้งประสิทธิภาพและต้นทุนรวม
ค่า SEER บนฉลากเบอร์ 5 คือตัวเลขที่ใช้เทียบประสิทธิภาพแอร์ได้ตรงที่สุด ยิ่งสูงยิ่งประหยัดไฟ ส่วนค่าไฟต่อปีบนฉลากช่วยให้เห็นเป็นตัวเงิน จำนวนดาวใช้ดูคร่าว ๆ ได้ แต่เทียบข้ามชนิดเครื่องไม่ได้
แอร์ที่คุ้มที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นที่ SEER สูงที่สุด เลือกขนาดให้พอดีห้องก่อน แล้วเทียบ SEER ค่าไฟต่อปี และราคาเครื่อง ตามชั่วโมงใช้งานจริงของคุณ
คำถามที่พบบ่อย
ค่า SEER เท่าไรถึงเรียกว่าประหยัดไฟ
ขึ้นกับชนิดและขนาดเครื่อง ตามเกณฑ์ฉลากปี 2567 แอร์อินเวอร์เตอร์ขนาดไม่เกิน 27,296 บีทียู/ชั่วโมง ได้เบอร์ 5 เมื่อ SEER ตั้งแต่ 17.06 และได้ 5 ดาวเมื่อตั้งแต่ 24.56 ขึ้นไป
แอร์ 5 ดาวประหยัดไฟกว่าแอร์ 3 ดาวเสมอไหม
เฉพาะเมื่อเป็นชนิดและขนาดเดียวกัน เกณฑ์ดาวของแอร์ความเร็วคงที่ต่ำกว่าของแอร์อินเวอร์เตอร์ จึงควรเทียบค่า SEER หรือค่าไฟต่อปีบนฉลากแทน
ค่าไฟต่อปีบนฉลากแอร์คิดอย่างไร
กฟผ. คิดจากกำลังไฟฟ้า = ขนาด BTU ÷ (SEER × 1,000) กิโลวัตต์ ใช้งานวันละ 8 ชั่วโมงตลอดปี (2,920 ชั่วโมง) และค่าไฟ 5.00 บาทต่อหน่วย
CSPF กับ SEER ใช้แทนกันได้ไหม
แนวคิดเดียวกันคือประสิทธิภาพตามฤดูกาล แต่หน่วยมักต่างกัน CSPF มักเป็นวัตต์ต่อวัตต์ ส่วน SEER บนฉลากไทยเป็นบีทียู/ชั่วโมง/วัตต์ ถ้าใช้วิธีทดสอบเดียวกันแปลงได้โดยคูณ 3.412