เลือกแอร์กี่ BTU ให้เหมาะกับขนาดห้อง? คู่มือเลือกแอร์ให้เย็นสบายและประหยัดไฟ

ขนาด BTU คือสิ่งแรกที่ควรเลือกให้ถูกก่อนดูยี่ห้อหรือราคา บทความนี้มีตารางเลือก BTU ตามขนาดห้อง สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่าง และวิธีเทียบค่าไฟระหว่างรุ่นในขนาดเดียวกัน

การเลือกแอร์ไม่ได้ดูแค่ยี่ห้อ ราคา หรือมีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 หรือไม่ สิ่งแรกที่ควรเลือกให้ถูกคือ ขนาด BTU ที่เหมาะกับห้อง เพราะแอร์ที่พอดีห้องคือแอร์ที่เย็นทันใจและใช้ไฟน้อยที่สุดสำหรับห้องนั้น

บทความนี้พาเลือก BTU ด้วยตัวเอง ตั้งแต่วัดห้อง คำนวณ ปรับตามสภาพห้องจริง ไปจนถึงเทียบค่าไฟระหว่างรุ่น

1. BTU ของแอร์คืออะไร

BTU ย่อมาจาก British Thermal Unit เป็นหน่วยของพลังงานความร้อน ขนาดแอร์ที่เห็นบนกล่อง เช่น 12,000 BTU หมายถึงแอร์ดึงความร้อนออกจากห้องได้ราว 12,000 BTU ต่อชั่วโมง (BTU/h) ตัวเลขยิ่งสูง ยิ่งรับความร้อนได้มาก

ขนาดที่พบบ่อยในบ้าน ได้แก่ 9,000 / 12,000 / 15,000 / 18,000 / 24,000 BTU แต่แอร์ใหญ่กว่าไม่ได้ดีกว่าเสมอไป ต้องดูว่าห้องมีความร้อนเข้ามามากแค่ไหน

ตัวเลข BTU บนฉลากเบอร์ 5 เป็นค่าที่ทดสอบได้จริง จึงอาจไม่ตรงกับตัวเลขกลม ๆ ที่ใช้เรียกขนาด เช่น รุ่นที่ขายเป็นขนาด 12,000 BTU อาจแสดง 12,300 BTU บนฉลาก

2. เลือกผิดขนาด ส่งผลอย่างไร

กฟผ. อธิบายผลของการเลือกแอร์ไม่พอดีห้องไว้ดังนี้

ถ้าแอร์ใหญ่เกินห้อง

ถ้าแอร์เล็กเกินห้อง

แอร์ระบบอินเวอร์เตอร์ปรับกำลังตามความร้อนของห้องได้ จึงเสียน้อยกว่าเมื่อขนาดเกินมาเล็กน้อย แต่ก็ยังควรเลือกขนาดให้ใกล้ความต้องการของห้อง

3. ตารางเลือก BTU ตามขนาดห้อง

เราไม่พบตารางหรือสูตรที่หน่วยงานรัฐของไทยประกาศเป็นทางการ ตัวเลขที่ใช้กันทั่วไปเป็นคำแนะนำของผู้ผลิต ซึ่งต่างกันเล็กน้อยในแต่ละราย ตารางนี้ใช้คัดขนาดเบื้องต้นสำหรับห้องในบ้านทั่วไป เพดานสูงประมาณ 2.5–3 เมตร ที่ได้รับความร้อนไม่มาก เช่น ห้องนอนที่ใช้ตอนกลางคืน (คิดจากราว 700–800 BTU ต่อตารางเมตร)

พื้นที่ห้อง BTU ที่ควรพิจารณา
9–12 ตร.ม. 9,000 BTU
13–16 ตร.ม. 9,000–12,000 BTU
17–20 ตร.ม. 12,000–15,000 BTU
21–25 ตร.ม. 15,000–18,000 BTU
26–30 ตร.ม. 18,000–24,000 BTU
31–40 ตร.ม. 24,000–30,000 BTU
41–50 ตร.ม. 30,000–36,000 BTU

ถ้าห้องโดนแดดจัด อยู่ชั้นบนสุด เพดานสูง หรือมีคนใช้งานพร้อมกันหลายคน ให้คำนวณด้วยสูตรในข้อ 4 โดยใช้ค่าตัวแปรที่สูงขึ้น ผลจะมากกว่าในตาราง

หน้าสินค้าแอร์ทุกรุ่นบนเว็บเรา บอกขนาดห้องโดยประมาณที่รุ่นนั้นเหมาะ คิดด้วยหลักเดียวกับตารางนี้ และถ้าต้องการประเมินละเอียดขึ้น ใช้เครื่องมือคำนวณของผู้ผลิตประกอบได้ เช่น เครื่องมือคำนวณ BTU ของ Daikin ซึ่งถามเรื่องแดด หลังคา และความสูงห้องด้วย

4. วิธีคำนวณ BTU ด้วยตัวเอง

สูตร: BTU ที่ต้องการ = ความกว้างห้อง (เมตร) × ความยาวห้อง (เมตร) × ค่าตัวแปร

ค่าตัวแปรโดยประมาณ (ผู้ผลิตแนะนำต่างกันเล็กน้อย):

ตัวอย่างที่ 1: ห้องนอน 3 × 4 เมตร ใช้ตอนกลางคืน

  1. พื้นที่ห้อง = 3 × 4 = 12 ตารางเมตร
  2. ใช้ค่าตัวแปร 750 BTU/ตร.ม.
  3. BTU ที่ต้องการ = 12 × 750 = 9,000 BTU

แอร์ 9,000 BTU จึงเป็นขนาดเริ่มต้นที่เหมาะกับห้องนี้

ตัวอย่างที่ 2: ห้องนั่งเล่น 4 × 5 เมตร ใช้ตอนกลางวัน หน้าต่างรับแดดบ่าย

  1. พื้นที่ห้อง = 4 × 5 = 20 ตารางเมตร
  2. ใช้ค่าตัวแปร 900 BTU/ตร.ม. เพราะใช้กลางวันและได้รับความร้อนมากกว่า
  3. BTU ที่ต้องการ = 20 × 900 = 18,000 BTU

ห้องขนาดเดียวกันนี้ ถ้าเป็นห้องนอนใช้ตอนกลางคืน ตารางจะแนะนำแค่ 12,000–15,000 BTU นี่คือเหตุผลที่ต้องดูสภาพห้องประกอบเสมอ ไม่ใช่ดูแค่พื้นที่

5. ปัจจัยที่ทำให้ต้องใช้ BTU มากกว่าปกติ

ห้องสองห้องที่พื้นที่เท่ากันอาจต้องใช้แอร์คนละขนาด เพราะมีความร้อนเข้ามาไม่เท่ากัน

ข้อควรระวัง: อย่าบวก BTU เพิ่มจากปัจจัยเดียวโดยไม่ดูภาพรวม บางห้องแก้ได้ถูกกว่าด้วยม่านกันแดด ฉนวนใต้หลังคา หรือย้ายตำแหน่งติดแอร์ ถ้าห้องมีหลายปัจจัยรวมกันหรือเป็นห้องขนาดใหญ่ ควรให้ช่างประเมินหน้างานก่อนตัดสินใจ

6. เลือกแอร์ให้ประหยัดไฟ ดูอะไรนอกจาก BTU

พอได้ขนาดแล้ว ขั้นต่อไปคือเทียบประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายระหว่างรุ่นในขนาดนั้น

6.1 ค่าประสิทธิภาพบนฉลาก

ฉลากเบอร์ 5 ของแอร์ระบุค่าประสิทธิภาพเป็นบีทียูต่อชั่วโมงต่อวัตต์ (ค่าที่มักเรียกว่า SEER) บอกว่าแอร์ทำความเย็นได้เท่าไรต่อไฟฟ้า 1 วัตต์ ในแอร์ขนาดใกล้กัน ค่ายิ่งสูง ยิ่งประหยัดไฟ หน้าสินค้าของเราแสดงค่านี้ในช่อง "ค่าประสิทธิภาพตามฉลาก"

6.2 อ่านฉลากของรุ่นที่จะซื้อจริง

แอร์ที่ได้ฉลากเบอร์ 5 เหมือนกันยังประหยัดไฟไม่เท่ากัน ให้ดูตัวเลขบนฉลากของรุ่นนั้น ไม่ใช่ดูแค่ว่ามีฉลากหรือไม่

6.3 เทียบค่าไฟต่อปีในขนาดเดียวกัน

ค่าไฟต่อปีบนฉลากคิดจากการใช้งานมาตรฐานเดียวกันทุกรุ่น จึงใช้เทียบระหว่างรุ่นได้ดี แต่ให้เทียบในขนาดใกล้กันเท่านั้น แอร์ 9,000 BTU ย่อมกินไฟน้อยกว่าแอร์ 18,000 BTU แต่ถ้าห้องต้องการ 18,000 BTU แอร์เครื่องเล็กจะทำงานหนักจนไม่คุ้ม

ดูอันดับค่าไฟของแอร์ในขนาดใกล้เคียงกันได้ที่หน้าจัดอันดับ ค่าไฟจริงของบ้านคุณขึ้นกับชั่วโมงใช้งาน อุณหภูมิที่ตั้ง และค่าไฟต่อหน่วย ลองใส่ตัวเลขของคุณเองได้ที่นี่

เปิดเครื่องคำนวณค่าไฟ

6.4 รวมค่าติดตั้งและค่าดูแล

ต้นทุนจริงคือราคาเครื่อง ค่าติดตั้ง ค่าอุปกรณ์เพิ่ม และค่าล้างแอร์ตามรอบ รวมกับค่าไฟตลอดหลายปีที่ใช้ เครื่องที่ราคาถูกที่สุดตอนซื้อจึงไม่จำเป็นต้องคุ้มที่สุดในระยะยาว หน้าสินค้าของเราแสดงต้นทุนรวมหลายปีให้เมื่อมีราคาจากร้านที่ตรวจแล้ว

7. เช็กลิสต์ก่อนซื้อแอร์

สรุป: เลือกขนาดให้พอดีห้อง ก่อนเลือกยี่ห้อและราคา

เริ่มจากวัดห้องและประเมินความร้อน เลือก BTU ให้ใกล้ความต้องการจริง แล้วจึงเทียบประสิทธิภาพและค่าไฟของรุ่นในขนาดนั้น ถ้าอยากลดค่าไฟระยะยาว อย่าดูแค่ราคาเครื่อง ให้ดูค่าไฟต่อปีและต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งานประกอบกัน

เลือกดูแอร์ทั้งหมดที่เราเทียบข้อมูลไว้ได้ที่หน้าสินค้า

คำถามที่พบบ่อย

ห้อง 20 ตารางเมตรควรใช้แอร์กี่ BTU

ถ้าเป็นห้องนอนที่ใช้ตอนกลางคืนและไม่โดนแดดมาก คำนวณได้ราว 14,000–16,000 BTU จึงดูขนาดประมาณ 15,000 BTU ถ้าเป็นห้องที่ใช้กลางวันหรือรับแดดบ่าย อาจต้องประมาณ 18,000 BTU

แอร์อินเวอร์เตอร์ซื้อขนาดใหญ่ไว้ก่อนได้ไหม

อินเวอร์เตอร์ปรับกำลังได้ จึงเสียน้อยกว่าแอร์ธรรมดาเมื่อขนาดเกินมาเล็กน้อย แต่เครื่องใหญ่ราคาแพงกว่า และ กฟผ. ระบุว่าแอร์ที่ใหญ่เกินห้องทำให้คอมเพรสเซอร์ตัดบ่อยและห้องชื้น จึงยังควรเลือกให้ใกล้ขนาดห้อง

มีสูตรคำนวณ BTU ที่เป็นมาตรฐานทางการไหม

เราไม่พบสูตรหรือตารางที่หน่วยงานรัฐของไทยประกาศเป็นทางการ ตัวเลขที่ใช้กันทั่วไปเป็นคำแนะนำของผู้ผลิต ซึ่งต่างกันเล็กน้อยในแต่ละราย

ค่าไฟบนฉลากเบอร์ 5 เชื่อได้แค่ไหน

เป็นค่าจากการทดสอบตามมาตรฐานเดียวกันทุกรุ่น จึงใช้เทียบระหว่างรุ่นได้ดี แต่ค่าไฟจริงขึ้นกับชั่วโมงใช้งาน อุณหภูมิที่ตั้ง สภาพห้อง และค่าไฟต่อหน่วยของบ้านคุณ

แหล่งข้อมูล