ล้างแอร์บ่อยแค่ไหนดี? อะไรล้างเองได้ อะไรต้องเรียกช่าง
แอร์ที่ฝุ่นจับทำงานหนักขึ้นและกินไฟมากขึ้น กฟผ. แนะนำให้ล้างแอร์ทุก 6 เดือน บทความนี้แยกให้ชัดว่าส่วนไหนล้างเองได้ ส่วนไหนต้องให้ช่างทำ พร้อมวิธีล้างแผ่นกรองทีละขั้น
- ฝุ่นที่สะสมทำให้ลมผ่านน้อยลงและความร้อนถ่ายเทได้ไม่ดี แอร์จึงทำงานหนักและกินไฟมากขึ้น
- กฟผ. แนะนำให้ล้างแอร์ทุก 6 เดือน
- แผ่นกรองฝุ่นล้างเองได้ ควรล้างบ่อยกว่าการล้างใหญ่
- ปิดไฟก่อนล้างทุกครั้ง และอย่าฉีดน้ำเข้าตัวเครื่องเอง
- แอร์เย็นช้า น้ำหยด มีกลิ่น หรือเสียงดัง คือสัญญาณให้เรียกช่าง
แอร์ที่เปิดทุกวันจะดูดอากาศในห้องผ่านเครื่องตลอดเวลา ฝุ่นในอากาศจึงค่อย ๆ สะสมอยู่ข้างใน ถ้าไม่ล้าง แอร์ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อให้ห้องเย็นเท่าเดิม และ กินไฟมากขึ้น โดยที่เราไม่รู้ตัว
1. ทำไมแอร์สกปรกถึงกินไฟ
แอร์ทำงานโดยดึงความร้อนออกจากอากาศที่ไหลผ่านแผงคอยล์เย็น (อ่านพื้นฐานได้ที่ แอร์บ้านทำงานยังไง?) ฝุ่นที่จับแผ่นกรองและแผงคอยล์ทำให้เกิดปัญหา 2 อย่าง
- ลมผ่านน้อยลง แผ่นกรองที่ตันเหมือนหน้ากากที่อุดตัน อากาศผ่านได้ยาก แอร์จึงหยิบความร้อนออกได้ช้าลง
- ความร้อนถ่ายเทได้ไม่ดี ฝุ่นที่เกาะบนแผงคอยล์ทำตัวเหมือนผ้าห่มบาง ๆ คั่นระหว่างอากาศกับแผงที่เย็น
ผลคือคอมเพรสเซอร์ต้องทำงานนานขึ้น ห้องเย็นช้าลง และค่าไฟสูงขึ้น กฟผ. แนะนำให้ล้างแอร์ทุก 6 เดือน เพราะฝุ่นที่สะสมทำให้แอร์ทำงานหนักและกินไฟมากขึ้น
2. แยกให้ชัด: อะไรล้างเองได้ อะไรต้องเรียกช่าง
| งาน | ใครทำ | ความถี่ที่แนะนำ |
|---|---|---|
| ล้างแผ่นกรองฝุ่น (ฟิลเตอร์) | ทำเองได้ | ทุก 2–4 สัปดาห์ถ้าเปิดทุกวัน หรือเมื่อเห็นฝุ่นเกาะ |
| เช็ดหน้ากากและบานสวิง | ทำเองได้ | พร้อมกับล้างแผ่นกรอง |
| ฉีดล้างแผงคอยล์เย็น ถาดน้ำทิ้ง และโบลเวอร์ | ช่าง | ทุก 6 เดือน (ตามคำแนะนำของ กฟผ.) |
| ล้างคอยล์ร้อน (เครื่องนอกบ้าน) | ช่าง | พร้อมกับล้างใหญ่ หรือบ่อยขึ้นถ้าอยู่ในที่ฝุ่นเยอะ |
| ตรวจน้ำยาแอร์และระบบไฟฟ้า | ช่าง | เมื่อแอร์มีอาการผิดปกติ |
ความถี่ในการล้างแผ่นกรองเป็นแนวทางทั่วไป บ้านที่อยู่ริมถนน มีสัตว์เลี้ยง หรือมีฝุ่นเยอะควรล้างบ่อยกว่านี้ ดูคู่มือของแอร์รุ่นที่คุณใช้ประกอบด้วย
3. วิธีล้างแผ่นกรองเองทีละขั้น
- ปิดแอร์และถอดปลั๊กหรือปิดเบรกเกอร์ก่อนทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัย
- เปิดหน้ากากแอร์ขึ้นตามคู่มือ แล้วดึงแผ่นกรองออกเบา ๆ
- ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดฝุ่นออกก่อน หรือเคาะเบา ๆ นอกบ้าน
- ล้างด้วยน้ำเปล่า ถ้าสกปรกมากใช้น้ำผสมน้ำยาล้างจานอ่อน ๆ แล้วใช้แปรงขนนุ่มปัด
- ผึ่งให้แห้งในที่ร่ม ไม่ต้องตากแดดจัด และอย่าใส่กลับขณะที่ยังเปียก
- ใส่แผ่นกรองกลับให้เข้าที่ ปิดหน้ากาก แล้วเสียบปลั๊ก
ข้อควรระวัง: อย่าฉีดน้ำหรือสเปรย์เข้าไปในตัวเครื่องเอง เพราะมีชิ้นส่วนไฟฟ้า และอย่าเปิดแอร์โดยไม่ใส่แผ่นกรอง เพราะฝุ่นจะเข้าไปเกาะแผงคอยล์โดยตรง
4. สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาเรียกช่าง
- ล้างแผ่นกรองแล้ว แต่ แอร์ยังเย็นช้าหรือไม่เย็นเท่าเดิม
- ลมออกเบา แม้ตั้งพัดลมแรงสุด
- มีน้ำหยด จากตัวเครื่องในบ้าน ซึ่งมักเกิดจากท่อน้ำทิ้งหรือถาดน้ำทิ้งอุดตัน
- มีกลิ่นอับ ตอนเปิดแอร์
- มีเสียงดังผิดปกติ จากเครื่องในบ้านหรือนอกบ้าน
- ค่าไฟสูงขึ้น ทั้งที่ใช้งานเท่าเดิม
ถ้ามีอาการเหล่านี้ ให้เรียกช่างตรวจเช็กและล้างใหญ่ อย่ารอจนครบรอบ 6 เดือน
5. ดูแลเครื่องนอกบ้านด้วย
เครื่องนอกบ้านทำหน้าที่ทิ้งความร้อน ถ้าระบายความร้อนไม่ดี แอร์ก็กินไฟมากขึ้นเช่นกัน
- อย่าวางของบังด้านหน้าหรือด้านหลังเครื่อง
- กวาดใบไม้และเศษขยะรอบเครื่องออก
- ถ้าเห็นครีบระบายความร้อนมีฝุ่นหรือคราบหนา ให้ช่างล้างให้พร้อมกับล้างใหญ่
สรุป
- ล้างแผ่นกรองเองได้ ทำบ่อย ๆ ทุก 2–4 สัปดาห์ถ้าเปิดทุกวัน
- ล้างใหญ่โดยช่างทุก 6 เดือนตามคำแนะนำของ กฟผ.
- ปิดไฟก่อนล้างทุกครั้ง และอย่าฉีดน้ำเข้าตัวเครื่องเอง
- ถ้าแอร์เย็นช้า น้ำหยด หรือมีกลิ่น ให้เรียกช่างทันที
แอร์ที่สะอาดช่วยให้ได้ประสิทธิภาพใกล้กับค่าบนฉลากมากขึ้น ดูเคล็ดลับลดค่าไฟเพิ่มเติมได้ที่ ตั้งแอร์กี่องศาดี?
คำถามที่พบบ่อย
ล้างแอร์กี่เดือนครั้ง
กฟผ. แนะนำให้ล้างแอร์ทุก 6 เดือน ส่วนแผ่นกรองฝุ่นควรล้างเองบ่อยกว่านั้น โดยเฉพาะถ้าเปิดแอร์ทุกวันหรือบ้านมีฝุ่นเยอะ
ล้างแอร์เองได้ไหม
ล้างแผ่นกรองฝุ่นและเช็ดหน้ากากเองได้ โดยปิดไฟก่อนทุกครั้ง ส่วนการฉีดล้างแผงคอยล์ ถาดน้ำทิ้ง และเครื่องนอกบ้าน ควรให้ช่างทำ เพราะมีชิ้นส่วนไฟฟ้า
แอร์มีน้ำหยดเกิดจากอะไร
มักเกิดจากท่อน้ำทิ้งหรือถาดน้ำทิ้งอุดตัน ควรให้ช่างตรวจและล้างใหญ่ ไม่ต้องรอจนครบรอบ 6 เดือน